Exercise Stress Test (EST)
คือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกายบนลู่วิ่งหรือปั่นจักรยาน เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ โดยจะตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่อาจไม่ปรากฏขณะพัก
/698d37a84f241.jpg)
วัตถุประสงค์ของการตรวจ
- ตรวจหาภาวะหัวใจขาดเลือด หากหลอดเลือดหัวใจตีบในขณะออกกำลังกาย หัวใจจะต้องการเลือดและออกซิเจนมากขึ้น หากไปเลี้ยงไม่เพียงพอจะส่งผลให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป เกิดอาการ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกได้
- วินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้องออกแรงมากขึ้น
- ประเมินความรุนแรงของโรค ช่วยบอกถึงความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้
- แยกสาเหตุของอาการ แยกโรคหัวใจออกจากสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาหารเจ็บหน้าอก
ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจ
- ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ผู้ที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อน
/698c3f87ee3c8.jpg)
ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจ
- ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ผู้ที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อน
ข้อห้ามในการตรวจ
- ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ควบคุมไม่ได้และมีอาการ
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เพิ่งเป็น
- ภาวะหัวใจล้มเหลวที่ยังไม่ได้รับการรักษา
- ภาวะเส้นเลือดแดงเอออร์ตาฉีกขาดเฉียบพลัน
- โรคลิ้นหัวใจตีบอย่างรุนแรง
- ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ โรคไตวาย
วิธีการตรวจ
- ทำความสะอาดบริเวณผิวหนังที่จะติดด้วยแอลกอฮอล์
- ติดอิเล็กโทรดที่บริเวณหน้าอกตามตำแหน่งเพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัตราการเต้นของชีพจรรวมถึงติดเครื่องวัดความดันโลหิตไว้ที่ต้นแขน
- ผู้ป่วยจะเดินหรือวิ่งบนสายพานที่ค่อยๆเพิ่มความเร็วและความชันขึ้นตามโปรแกรมที่กำหนด
- แพทย์จะสังเกตคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและอาการของผู้ป่วย เช่น อาการหายใจลำบากหรือเจ็บแน่นหน้าอก หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์ทันที
- ข้อบ่งชี้ในการหยุดสายพาน
-
- ถึงอัตราชีพจรเป้าหมายที่สามารถแปลผลได้
- ผู้ป่วยไม่สามารถทำการตรวจต่อได้ เนื่องจากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปแขนหรือกราม เวียนศรีษะคล้ายจะเป็นลม หอบเหนื่อยมากขึ้น เป็นต้น
- พบลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะเดินสายพาน
- พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงขณะเดินสายพาน
- ความดันโลหิตสูงขึ้นรุนแรงขณะเดินสายพาน
- ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 20-30 นาทีโดยประมาณ
/698d3843a61ed.jpg)
ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ
- วินิจฉัยแยกโรคผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกว่ามีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่
- ใช้ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแต่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคระดับปานกลางขึ้นไป
- ใช้ประเมินผู้ที่เคยรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบว่ามีความจำเป็นต้องรับการตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
- ใช้ประเมินและวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด