; การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย Exercise Stress Test (EST) -โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เชียงใหม่ McCormick Hospital ChiangMai

การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย Exercise Stress Test (EST)

Exercise Stress Test (EST)

    คือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกายบนลู่วิ่งหรือปั่นจักรยาน เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ โดยจะตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่อาจไม่ปรากฏขณะพัก

 

วัตถุประสงค์ของการตรวจ

  1. ตรวจหาภาวะหัวใจขาดเลือด หากหลอดเลือดหัวใจตีบในขณะออกกำลังกาย หัวใจจะต้องการเลือดและออกซิเจนมากขึ้น หากไปเลี้ยงไม่เพียงพอจะส่งผลให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป เกิดอาการ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกได้
  2. วินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้องออกแรงมากขึ้น
  3. ประเมินความรุนแรงของโรค ช่วยบอกถึงความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  4. แยกสาเหตุของอาการ แยกโรคหัวใจออกจากสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาหารเจ็บหน้าอก

 

ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจ

  1. ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
  2. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่
  3. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  4. ผู้ที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อน

ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจ

  1. ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
  2. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป, โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, สูบบุหรี่
  3. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  4. ผู้ที่ได้รับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อน

ข้อห้ามในการตรวจ

  1. ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  2. หัวใจเต้นผิดจังหวะที่ควบคุมไม่ได้และมีอาการ
  3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่เพิ่งเป็น
  4. ภาวะหัวใจล้มเหลวที่ยังไม่ได้รับการรักษา
  5. ภาวะเส้นเลือดแดงเอออร์ตาฉีกขาดเฉียบพลัน
  6. โรคลิ้นหัวใจตีบอย่างรุนแรง
  7. ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ โรคไตวาย

วิธีการตรวจ

  1. ทำความสะอาดบริเวณผิวหนังที่จะติดด้วยแอลกอฮอล์
  2. ติดอิเล็กโทรดที่บริเวณหน้าอกตามตำแหน่งเพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัตราการเต้นของชีพจรรวมถึงติดเครื่องวัดความดันโลหิตไว้ที่ต้นแขน
  3. ผู้ป่วยจะเดินหรือวิ่งบนสายพานที่ค่อยๆเพิ่มความเร็วและความชันขึ้นตามโปรแกรมที่กำหนด
  4. แพทย์จะสังเกตคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและอาการของผู้ป่วย เช่น อาการหายใจลำบากหรือเจ็บแน่นหน้าอก หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์ทันที
  5. ข้อบ่งชี้ในการหยุดสายพาน
    • ถึงอัตราชีพจรเป้าหมายที่สามารถแปลผลได้
    • ผู้ป่วยไม่สามารถทำการตรวจต่อได้ เนื่องจากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปแขนหรือกราม เวียนศรีษะคล้ายจะเป็นลม หอบเหนื่อยมากขึ้น เป็นต้น
    • พบลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะเดินสายพาน
    • พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงขณะเดินสายพาน
    • ความดันโลหิตสูงขึ้นรุนแรงขณะเดินสายพาน
  1. ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 20-30 นาทีโดยประมาณ

ประโยชน์ที่ได้จากการตรวจ

  1. วินิจฉัยแยกโรคผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกว่ามีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่
  2. ใช้ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแต่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคระดับปานกลางขึ้นไป
  3. ใช้ประเมินผู้ที่เคยรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบว่ามีความจำเป็นต้องรับการตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
  4. ใช้ประเมินและวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด